เรื่องสั้นวันนี้ อยากเล่าให้ฟังถึงเรื่อง บู๊ตรูม (The Boot Room) ครับ เราน่าจะเคยได้ยินกันว่า ที่สโมสรลิเวอร์

เรื่องสั้นวันนี้ อยากเล่าให้ฟังถึงเรื่อง บู๊ตรูม (The Boot Room) ครับ

เราน่าจะเคยได้ยินกันว่า ที่สโมสรลิเวอร์พูลจะมีระบบบู๊ตรูมอยู่ สืบทอดบุคลากรจากรุ่นต่อรุ่น

บู๊ตรูมคืออะไร มีที่มาอย่างไร และมีใครบ้างที่สืบทอดตำนานนี้ วิเคราะห์บอลจริงจังจะเล่าให้ฟังครับ

——————————

ในฤดูกาล 1972-73 ลิเวอร์พูลในยุคบิลล์ แชงคลีย์ ห่างหายจากความสำเร็จมาพักใหญ่

พวกเขาไม่ได้แชมป์รายการอะไรเลย มา 6 ปีติดต่อกันแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกมากๆ

แฟนบอลเริ่มตั้งคำถามว่าเพราะอะไรกันแน่ ทั้งๆที่มีผู้จัดการทีมเก่งระดับแชงคลีย์ แถมมีนักเตะดังๆอย่างเควิน คีแกน, จอห์น โตแช็ก, สตีฟ ไฮเวย์ และ เรย์ คลีเมนซ์ แต่ทีมไปไม่ถึงแชมป์ 6 ปีติดต่อกัน

ดังนั้นจึงเริ่มมีการเพ่งเล็งไปที่สตาฟฟ์โค้ชของทีม ว่ามีความสามารถพอจะทำงานร่วมกับแชงคลีย์ และนักเตะกลุ่มนี้หรือเปล่า

ดังนั้นกลุ่มสตาฟฟ์ ในสโมสร ไม่ว่าจะเป็น บ๊อบ เพสลี่ย์, โจ ฟาแกน, รูเบน เบ็นเน็ต, รอนนี่ มอแรน , ทอม ซอนเดอร์ส รวมถึง จอห์น เบนนิสัน โค้ชเยาวชน, เจฟฟ์ ทเวนตี้ หัวหน้าแมวมอง และ โค้ชหนุ่มดาวรุ่ง รอย อีแวนส์ จึงรวมตัวจับกลุ่มสนทนากันในห้องเล็กๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับฟุตบอล

ที่แอนฟิลด์ จะมีห้องเก็บของเล็กๆ อยู่ริมทางเดินใกล้ห้องแต่งตัวใหญ่ ภายในห้องนี้ เต็มไปด้วยสิ่งของสารพัดชนิด ลูกบอล กระดาษเอกสาร รวมถึงรองเท้าสตั๊ดของทีม ทั้งหมดจะยัดรวมในห้องนี้

เจ้าห้องนี้ มีขนาดเล็ก อากาศก็เหม็นอับ เพราะไม่มีหน้าต่าง แต่ทว่า ทุกคนกลับรวมอยู่กันได้ อย่างไม่มีปัญหาอะไรเลย

ในห้องดังกล่าว บ๊อบ เพสลี่ย์ จะปล่อยให้ทุกคน ดื่มเบียร์ หรือวิสกี้ไปด้วย ตอนพูดคุยกัน ดังนั้น มันจึงเหมือนเป็นคลับลับๆ ของผู้ชายกลุ่มหนึ่งในสโมสรลิเวอร์พูล

โดยบิลล์ แชงคลีย์ เขาเองก็รู้ถึงการมีอยู่ของบู๊ตรูม แต่นานๆทีจะเข้าร่วมสนทนาด้วย ส่วนใหญ่ จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบ็อบ เพสลีย์ ที่เป็นคนนำมากกว่า

ด้วยความที่ เป็นห้องเก็บรองเท้า ทำให้ ใช้คำว่า (The Boot Room) เป็นการนิยามแทนชื่อของห้องนี้

"แชงคลีย์ ไม่ค่อยเข้าไปร่วมวงนัก เขาไม่อยากให้สตาฟฟ์คนอื่นมีความกดดัน ว่ามีเจ้านายไปนั่งมองอยู่" ปีเตอร์ โรบินสัน อดีตประธานสโมสรลิเวอร์พูลเล่า

ห้องนี้ กลายเป็นจุดรวบรวม เหล่าผู้มีความรู้ในเชิงฟุตบอลรวมตัวกัน การแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ทำให้รูปแบบการโค้ช และความสำเร็จของสโมสรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ตั้งแต่บู๊ตรูมก่อตั้ง ลิเวอร์พูลได้แชมป์ลีกสูงสุดไป 11 สมัย และได้แชมป์ยุโรปไปอีก 4 สมัย ไปๆมาๆ มันกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไปเลย

ผู้จัดการทีมของคู่แข่ง หลังจากจบแมตช์ จะได้รับเชิญให้เข้าไปสนทนาในห้องบู๊ตรูมด้วย และสตาฟฟ์ของลิเวอร์พูลก็จะเสิร์ฟเบียร์ หรือวิสกี้ จัดหนักเต็มที่

"ครั้งหนึ่งมีผู้จัดการทีมเยือน ดื่มเบียร์ในบู๊ตรูมหนักไปหน่อย พอขึ้นรถบัสกลับสโมสร เขาเมาแล้วไปด่าประธานสโมสร จนโดนไล่ออกกลางรถบัสเลย!" โรบินสันเผย

บู๊ตรูม เป็นห้องขนาดเล็ก ไม่มีการตกแต่งหวือหวาใดๆ แต่มันกลายเป็นที่ที่ใครก็อยากมาเยือนสักครั้ง แต่แน่นอน น้อยคนนัก จะได้โอกาสเข้าไปนั่งจริงๆ

ครั้งหนึ่ง เอลตัน จอห์น ศิลปินระดับโลก มาเยือนลิเวอร์พูลในฐานะประธานสโมสรวัตฟอร์ด และได้รับเชิญด้วย "ตอนอยู่ท่ามกลางคอนเสิร์ต มีคนดูเป็นพันเป็นหมื่น ผมยังไม่กดดันเท่ามานั่งในบู๊ตรูมเลย รู้ไหม"

"มีคนถามผมว่า ผมจะดื่มอะไร ผมตอบไปว่า ค็อกเทลพิงค์จิน ปรากฏว่าโจ ฟาแกน ตอบว่า ขอโทษนะ มีแค่เบียร์ กับ วิสกี้ ผมเลยต้องจำใจดื่มเบียร์แทน!" เอลตัน จอห์น เล่า

——————————

บ็อบ เพสลีย์ เผยว่า "การวิเคราะห์ฟุตบอล เป็นกิจกรรมที่สนุกที่สุด ทุกเช้าวันอาทิตย์ เราจะไปรวมตัวกันที่บู๊ตรูม เพื่อพูดคุยทุกประเด็นของเกมที่แข่งวันเสาร์ ทุกคน อาจเห็นด้วย หรือขัดแย้ง แต่เราไม่เคยทะเลาะกัน จบในห้องก็จบ"

"เราไม่เคยเอาเรื่องบู๊ตรูม ออกไปคุยนอกห้องเลย มันยิ่งทำให้ข้อมูลในบู๊ตรูมดูขลัง และเป็นความลับ"

ทอมมี่ ด็อคเฮอร์ตี้ อดีตนักเตะอาร์เซน่อล เผยว่า ในยุค 70 ผู้จัดการทีมที่ไปเยือนลิเวอร์พูล ไม่มีใครหวังจะไปเก็บชัยชนะที่ลิเวอร์พูล เพราะยุคนั้นทีมหงส์แดงแกร่งมาก มันยากมากๆที่จะบุกมาชนะได้ที่แอนฟิลด์ แต่อย่างน้อยที่สุด โค้ชทีมเยือนก็ดีใจมากๆแล้ว ที่จะได้โอกาสไปนั่งในห้องบู๊ตรูมอันศักดิ์สิทธิ์

ด้วยความที่บู๊ตรูมอยู่มา 20 กว่าปี ทำให้มีสมาชิกใหม่ของสโมสรหลายคน ที่เข้ามาร่วมพูดคุยในห้องนี้ เป็นบางครั้งบางคราว ตัวอย่างเช่นเคนนี่ ดัลกลิช แม้จะมาทีหลัง แต่ก็ยังเข้าไปร่วมสนทนาด้วย

ตำนานของบู๊ตรูม สืบทอดมา 2 ทศวรรษ แต่สุดท้ายห้องดังกล่าวก็โดนทุบทิ้งไป ในปี 1993 ในยุคของแกรม ซูเนสส์ เนื่องจากสโมสรต้องการห้อง เพื่อสร้างห้องแถลงข่าวของสื่อมวลชน

เป็นการปิดตำนานบู๊ตรูม อันคลาสสิค ไว้เพียงแค่นี้เท่านั้น

——————————

สำหรับคำว่า บู๊ตรูมนั้น นอกเหนือจากจะสื่อถึง "ตัวห้อง" จริงๆแล้ว ความหมายอีกนัยยะหนึ่งคือ เหล่าสตาฟฟ์ของสโมสรในห้องนั้น จะสืบทอดแนวทางที่เรียกว่า Liverpool Way

คนในห้องนั้น จะเข้าใจชัดเจน ว่าสปิริตของสโมสรลิเวอร์พูลคืออะไร และแฟนบอล รวมถึงผู้บริหารต้องการให้ทีมเดินหน้าไปทิศทางไหน ดังนั้น เวลาเปลี่ยนโค้ชแต่ละครั้ง ถ้าเลือกคนจากบู๊ตรูม ก็จะทำให้ทีมยังคงรักษาแนวทางที่ดีเอาไว้ได้ ไม่นอกลู่นอกทาง

การเลือกคนจากบู๊ตรูม แปลง่ายๆก็คือ เลือก "คนใน" คนที่รู้จักสโมสรเป็นอย่างดี

เริ่มจาก บิลล์ แชงคลีย์ 1959-1974
สู่ บ็อบ เพสลีย์ 1974-1983
โจ ฟาแกน 1983-1985
เคนนี่ ดัลกลิช 1985-1991
รอนนี่ มอแรน 1991
แกรม ซูเนสส์ 1991-1994
รอย อีแวนส์ 1994-1998

จะเห็นได้ว่า จากยุคของแชงคลีย์มา เป็นเวลาเกือบ 40 ปี ลิเวอร์พูลใช้คนภายในสโมสรมาตลอด จนสุดท้าย พอถึงยุคอีแวนส์ ก็ต้องยอมรับว่า บางทีไอเดียแต่เดิมที่เคยมีจากคนใน มันไม่เพียงพออีกแล้ว

ผู้บริหารจึงไปจ้างเชราร์ อุลลิเยร์ กุนซือชาวฝรั่งเศสเข้ามา และจากนั้นกุนซือบู๊ตรูม ก็เหลือแค่ตำนานที่เล่าขานเท่านั้น

ส่งท้ายเรื่องนี้ มีหลายคนก็แปลกใจ ว่าทำไมบิลล์ แชงคลีย์ ถึงอนุญาตให้มีบู๊ตรูมได้ในสโมสร เพราะ นี่คือการรวมตัวกันของแก๊งลูกน้องทั้งนั้น

ลองคิดในความเป็นจริง มันมีโอกาสสูงมากนะ เวลากลุ่มลูกน้องรวมตัวกัน ได้คุยกันทุกวัน แล้วอาจจับกลุ่มนินทาบอส หรือมีความคิดจะเลื่อยขาหัวหน้า

แต่สิ่งที่แชงคลีย์ บอกเอาไว้นั้นเรียบง่าย และชัดเจนที่สุด เขาบอกว่า ที่สโมสรเขาจะให้อิสระกับทุกคน ในการคิดจะทำอะไรก็ได้ เขาขอเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น

"อย่าทรยศกัน แค่นั้นพอ"

#Bootroom



ข้อมูลจาก วิเคราะห์บอลจริงจัง https://www.facebook.com/1763193370562572/posts/2177117065836865?rand=95577
[su_ball_head_2] [su_ball_foo_1] [su_ball_foo_2]

32 comments

  1. เรื่องไม่สั้นนะแอด แต่ก็อ่านจนจบ เขียนได้น่าอ่านเหมือนเดิม

  2. เมื่อปี 2017 ผมมีโอกาสไปเยือนแอนฟิลด์และได้เข้าชมห้องแต่งตัวของนักเตะ ผมจำได้ว่าคนนำชม บอกว่าคลอปป์ อยากให้มีบรรยากาศเหมือนบูทรูม ที่เหล่านักเตะ สตาฟฟ์ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเลยสั่งทำโต๊ะ เพื่อให้ทุกคนได้ยืนคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันในห้องแต่งตัวครับ (ตรงกลางโต๊ะ จะมีช่องให้ใส่เสื้อผ้าที่ใช้แล้ว)

  3. จริงๆเรื่องที่แอดเขียนผมค่อนข้างมันใจว่าเราสามารถค้นประวัติหาได้ตามในเน็ตฯแต่ที่ผมสงสัยคือแอดต้องมีความพยายามมากแค่ไหนในการหาข้อมูล ไหนจะต้องมานั่งแปล เรียบเรียง พิมพ์ ตรวจทานและผมเชื่อว่าจ้อมูลที่แอดหามาเกิน95%คือข้อมูลจริง ไม่ใช่แค่เรื่องนี้นะครับแต่ขอบอกว่าทุกๆเรื่องที่ผมอ่านจนบรรทัดสุดยิ่งวันไหนเขียนเรื่องหลังเกมส์ที่ลิเวอร์พลูเตะ ไม่ต่ำกว่า2รอบ คือผมก็ไม่พลาดเวลาลิเวอร์พลูเตะเหมือนกันแต่ผมไม่ละเอียดเท่าแอดไงพออ่านจบรอบนึงมันจะเกิดคำถามว่าช๊อตนี้มันเป็นยังไงแล้วเราก็ไปหาดูไฮไลท์แล้วก็มาอ่านอีกรอบมันก็จะ”เฮ้ย…มันเป็นแบบนี้จริงๆวะ” แต่ถ้าวันไหนเขียนเรื่องเกมส์บางทีผมก็อ่านไม่จบนะเพราะไม่เข้าใจยิ่งอ่านยิ่งงง ถ้าอ่านมากๆอยากเข้าใจคิดว่าต้องไปเล่นเกมส์แต่ก็กลัวติดเพราะเวลาผมติดเกมส์แล้วไม่เอาอะไรเลย😁😁😁

  4. เข้าใจว่า ปัจจุบัน บูทรูมเปนเพียงตัวแทนการเรียกชื่อวิธีการรวมหัวกันคิดแบบ brainstorming ที่จริงห้องไหนก็สามารถใช้เป็นบูทรูมได้ แม้กระทั่งห้องส้วม หวังว่าคล็อปจะนำทริกนี้กลับมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับทีม

  5. สมัยก่อนอ่านในสตาร์ซอคเกอร์ เข้าใจว่าเป็นห้องเก็บรองเท้าแล้วจะมีพวกเด็กๆที่รอขึ้นชุดใหญ่ต้องไปเตรียมชุดและจัดรองเท้าให้รุ่นพี่ที่ขึ้นไปชุดใหญ่แล้ว

    ถ้าจำไม่ผิดในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นลงรูปไมเคิล โอเว่นกำลังถือรองเท้าสตั๊ดประมาณกำลังขัดด้วยมั้ง

  6. โอ้ว ไม่เคยรู้ว่าเอลตัน จอห์น ก็เคยมาแจม boot room ในตำนาน เคยอ่านเรื่องนี้ใน LFC Magazine ยุคอีแวนส์คุมทีมแต่เขาพูดแตะๆ เล่าถึงอดีตไม่เคยเห็นภาพกว้างแบบนี้

  7. บทความเยี่ยมมากครับ
    ไหนๆก็เอ่ยถึงคำว่า Liverpool Way แล้ว
    อยากรบกวนให้แอดค้นคว้า
    แล้วนำมาเล่าสรุปให้อ่านได้ไหมครับ
    ว่าเป็นอย่างไร
    แตกต่างจากสโสรอื่นๆอย่างไรครับ

  8. อาจไม่เกี่ยวกับบูทรูมครับ แต่ผมคิดว่าตอนนี้สโมสรกำลังสร้างภาพลักษณ์ที่หน้าอิจฉา ผมคิดว่าคล็อปป์เป็นผู้จัดการทีมที่มีเสน่ห์มากๆและ นักเตะทุกคนอยากสัมผัสอ้อมกอดของเขา😁😁😁

  9. ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ เป็นผู้จัดการทีมแมนยูนะครับ ที่นำทีมเอาชนะลิเวอร์พูลในนัดชิงเอฟเอคัพ 1977
    (แต่ผมไม่แน่ใจว่า เขาเคยเป็นนักเตะอาร์เซนอลหรือเปล่า)

  10. แกรม ซูเนสส์ เพราะแกทุบบู๊ทรูมทิ้งนี่เอง ทีมเราถึงเริ่มตกต่ำนับแต่นั้น เวรแท้ 😂😂😂

  11. บูทรูม อารมย์จะคล้ายๆกับห้องแจกวาร์ปไหม เราจะสามัคคีกัน ไม่ทรยศกัน

  12. จำได้ว่าตอนตั้งอุลลิเย่ร์เข้ามาคุมทีม เหมือนทางสโมสรอยากจะคงประเพณีคนในเอาไว้ เลยตั้งเป็นผู้จัดการทีมคู่กัน แต่สุดท้ายก็ไม่เวิร์ค อีแวนส์เลยยอมลาออก
    ผ่านไปราวๆ 20 ปี นับจากการเปลี่ยนแปลงเอาคนนอกเข้ามาคุมในครั้งนั้น บางที ลิเวอร์พูลอาจตะประสบความสำเร็จในปีนี้

  13. เหตุผลที่ผมยังเล่น facebook อยู่ก็เพราะ บทความของแอด นี่แหละครับ ปกติก็ twiter ตลอด …YWWA…

  14. ผมว่าคล้อปป์คงมีอารมณ์ บูทรูม เหมือนกันแต่อาจจะเป็นห้องอื่น วิธีอื่นของคล้อปป์เองกุนซือคนอื่นก็เหมือนกัน

  15. เรื่องสั้นวันนี้สั้นมากๆ…อ่านแล้วเราน่าจะกลับมีบู๊ตรูมอีกนะครับ เผื่อจะได้แชมป์ยาวๆ

  16. รูปประกอบจากนัดไหนครับ
    ใช่ FA Cup นัดชิงปี 1974 นัดสุดท้ายของบิล แชงคลีย์ ไหมครับ

  17. ขอบคุณแอดมินมาก ๆ ครับที่มาเล่าถึงตำนานต้นกำเนิด Bootroom ผมก็เพิ่งมาทราบตอนนี้เองนี่แหละ เข้าใจมาตลอดว่าเอาไว้เรียกคนในที่ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีม Liverpool เฉยๆ แต่ก็แอบสงสัยมาตลอดนะว่ามันมีเหตุผลแค่นี้เองจริงๆเหรอ จนแอดมินมาเล่าให้ฟังเลยกระจ่างครับ

    หลายๆครั้งผมชอบคิดว่า Liverpool ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นทีมฟุตบอลซะทีเดียว แต่เหมือนสร้างมาเพื่อเป็นอะไรซักอย่างที่ผมก็อธิบายไม่ค่อยจะถูก มันมักจะมีความหลังหรือต้นกำเนิดที่ทำให้คนรุ่นหลังรู้สึกยึดมั่น ผูกพันกับทีมมาก ๆ พูดตรง ๆ ไม่ได้เว่อร์นะครับ เวลาผมทายว่าใครที่เป็นแฟนบอล Liverpool (หมายถึงคนไทยนะครับ) ผมมักจะเดาถูกบ่อย ๆ อ่ะ คือหน้าตาจะบ่งบอกมาแต่ไกลเลย 😂

  18. u0e08u0e34u0e23u0e01u0e38u0e25u0e18u0e34u0e14u0e32u0e27u0e31u0e12u0e19u0e4c u0e40u0e28u0e29u0e28u0e23u0e35 says:

    แอดครับ..เซอร์อเล็กเคยเข้าห้บู้ทรูมมั้ยครับ

  19. โคตรขลังเลย คิดตามไปด้วยแล้วมันเท่มาก

  20. จากบูทรูม สู่ตำนานคนคู่ ปฐมบทคนนอก

  21. แอดครับ กราบงามๆ กับตำนานห้องนี้ ผมไม่เคยรู้มาก่อน

  22. u0e2au0e21u0e0au0e32u0e22 u0e28u0e23u0e35u0e20u0e34u0e23u0e21u0e22u0e4cu0e21u0e34u0e15u0e23 says:

    อยากให้มีอีก มันดู ขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ดี

  23. สัจธรรม เกิด ตั้ง ดับ เหมือนความสำเร็จยุค 73-90

  24. ยุค รอย อีแวนส์ ครับ. วันทัช ฟุตบอล บู๊ตรูม ยุคสุดท้าย

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *